Inspiring Caring Leaders Across Cultures  

คนไทยไปไม่ถึงการเรียนรู้จริงหรือ


Published Date : Feb 26, 2018

สังคมไทยที่กำลังตื่นตัวกับการเพิ่มพูนความรู้ของคนในองค์กร น่าจะเป็นสังคมที่ก้าวสู่การพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว เพราะคนไทยไม่เป็นที่สองรองจากใคร นอกจากทำให้ตัวเองเป็น “รอง” ของคนอื่นเอง จริงหรือไม่

หลายอย่างที่เราทำกันอยู่บ่อย ๆ ด้วยความเคยชิน หรือเห็นจนคุ้นตา หรือได้ยินจนคุ้นหู จนอาจทำให้โอกาสที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจริงจังน้อยลงไป! หลายอย่างต้องทำให้ชอบ ต้องทำให้สนุก ซึ่งอาจกลายเป็นจุดอ่อนในการพัฒนาตนของคนไทยไปอย่างน่าเสียดาย

หากพวกเราลองคิด และตระหนักขึ้นอีกนิด การปรับเรื่องเล็ก ๆนี้ น่าจะช่วยให้เราก้าวสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ได้มากขึ้นเป็นหลายเท่าตัว

แต่เริ่มแรก คงต้องสำรวจพฤติกรรมต่างๆของเราเองก่อน ดังนี้

ก่อนเข้าฟัง

  • ถ้าต้องเข้าฟังการบรรยาย เราต้องถามถึงชื่อผู้บรรยายให้แน่ใจว่า ผู้รับเชิญผู้นั้น พูด “สนุก”หรือไม่ ก่อนคิดตัดสินใจเข้าฟัง (หรือเตรียมใจไปหลับ)

ระหว่างฟังการบรรยาย

  • ปล่อยให้โทรศัพท์มือถือเป็นระบบเสียง (ขอให้แค่รู้ว่าใครโทรมา)
  • รับโทรศัพท์ขณะเข้าร่วมประชุมรับฟัง (เพื่อบอกว่า กำลังประชุม คุยด้วยไม่ได้)
  • พูดคุยกันเองช่วงที่กำลังฟังการบรรยาย (พูดเรื่องที่ ‘เกี่ยวข้อง’ กับที่ฟังอยู่ แต่เผลอแถมเรื่องอื่น ๆด้วย)
  • เอางานเข้าไปทำระหว่างรับฟังการบรรยาย (งานเร่งและการบรรยายไม่ค่อยโดนใจ)
  • หลับ (เหนื่อย อิ่ม หรือ ชอบงีบ)

หลังฟังการบรรยาย

  • วิจารณ์/ บ่น….ทั้งอาหารการกินและสถานที่ โดยไม่พูดถึงสาระที่ได้รับจากการบรรยาย (ลืมไปแล้วว่า เข้าฟังเรื่องอะไร)

หากปรากฏว่า พฤติกรรมต่าง ๆ ตรงกับท่านมากกว่า 4 ข้อแล้วล่ะก็ ท่านมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้มีส่วนร่วมในการลดระดับสังคมแห่งการเรียนรู้ของคนไทยได้

ลองพิจารณาจากการเข้าชมคอนเสิร์ตหรือละครเวที และแม้แต่ภาพยนตร์ มีการขอความร่วมมือให้ผู้ชมงดพูดคุยกับคนข้างตัว และงดการสนทนาผ่านโทรศัพท์มือถือ เพราะสำหรับการแสดงสดต่าง ๆ ความเงียบจะทำให้ผู้แสดงมีสมาธิในการสร้างอารมณ์และแสดงได้สมบทบาทมากขึ้น ในขณะที่ผู้ชมจะมุ่งจุดสนใจไปที่เวทีร่วมกันได้ สามารถเข้าถึงเนื้อหาสาระและเกิดอารมณ์ร่วม และทำให้เกิดอรรถรสที่แท้จริงของการชมการแสดงนั้นๆ

ในการชมภาพยนตร์ก็คล้ายกัน ความเงียบสร้างให้เกิดความสนใจร่วมที่กำลังนำเสนอ ทำให้ทุกฝ่ายพุ่งความสนใจต่อเรื่องราวที่อยู่ตรงหน้าได้ดีขึ้น

โดยปกติแล้ว สังคมไทยเป็นสังคมสร้างสัมพันธ์เพื่ออยู่ร่วมกันด้วยดี ความสบายแถมความสนุกในชีวิตประจำวันจึงเป็นส่วนหนึ่งของวิถีไทยมาโดยตลอด ทำให้เราชินและใช้ความเคยชินนี้ในรูปแบบคล้ายคลึงกันในการเรียนและการเรียนรู้ในเวทีต่างๆกันจนมากเกินไป

ลักษณะความเคยชินนี้ ทำให้เราพลาดโอกาสทองที่จะซึมซับความประทับใจและเก็บเกี่ยวความรู้ที่จัดมาให้อย่างพร้อมตรงหน้า ทั้งเป็นเรื่องที่เป็นสาระล้วนและความบันเทิง เพราะอาจทำให้ลดโอกาสที่จะสนุกเต็มที่ ตัวอย่างเช่น ความเพลิดเพลินกับการชมภาพยนตร์ หรือดูละครเวที หากมีเสียงรบกวน ทั้งเสียงเรียกเข้าทางโทรศัพท์มือถือ ทั้งเสียงพูดตอบรับ หรือแม้แต่เสียงคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่อยู่ตรงหน้า (ในเวลาที่ไม่เหมาะสม) ทำให้ลดสมาธิของตนเองและคนรอบข้างได้ทันที

อาจมีผู้อยากจะแย้งว่า “ก็หนังมันไม่สนุก ผู้แสดงละครเล่นไม่ดี” ที่จริงแล้ว เราอาจต้องหาคำตอบก่อนมีพฤติกรรมดังกล่าว เช่น เราเป็นผู้เลือกหรือตกลงใจที่จะเข้าชมภาพยนตร์ หรือดูละครเวทีนั้น ๆ ใช่หรือไม่ เราไม่ได้อยู่ในที่นั้นคนเดียวใช่หรือไม่ การพูดคุยกับเพื่อนที่ไปด้วยกันทำให้เกิดเสียงรบกวน ถือได้ว่าเราไม่เกรงใจผู้อื่นในที่นั้นด้วยหรือไม่ และแม้เรื่องที่เรากำลังดูนั้นเป็นเรื่องที่น่าติดตาม เรากลับปิดโอกาสตัวเองที่จะคิดตามเรื่องอย่างต่อเนื่องและทำให้ผู้อื่น (ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่) รับผลกระทบนี้ไปด้วยใช่หรือไม่

ยิ่งเป็นการบรรยาย/ ประชุมเชิงวิชาการ เราอาจไม่สามารถได้ประโยชน์และมีส่วนสร้างสรรค์ให้เกิดการประชุมที่มีประสิทธิภาพเต็มที่ได้ จึงน่าจะถึงเวลาแล้วที่เราคงต้องมาดูว่า ในบางเวที เราคงต้องปรับลักษณะความเคยชินบางอย่างของเรา เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ ซึ่งไม่ได้เป็นผลดีต่อเราเพียงคนเดียว แต่เป็นผลดีต่อผู้คนรอบข้างที่น่าจะได้เพิ่มสมาธิ ความสนใจในกิจกรรมการเรียนรู้ได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังทำให้เราใช้โอกาสที่มีให้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาวิธีคิด มุมมองและความเท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในศาสตร์/สาขาที่สนใจ รวมทั้งผลกระทบจากศาสตร์/สาขาอื่นๆที่เราต้องตระหนักถึงและพยายามเข้าใจเพื่อรู้เพิ่ม/ พร้อมขึ้น

เราควรจะมองอีกมุมหนึ่งด้วยว่า คงจะต้องปรับเราเองให้เข้าสู่แนวปฏิบัติที่เหมาะสมตามมาตรฐานสากล ซึ่งแม้ไม่ได้มีการกำหนดไว้เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจน แนวปฏิบัติหลายอย่างมีที่มาที่ไป เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการทั้งในเชิงธุรกิจ บันเทิงและวิชาการ แนวปฏิบัติหลายอย่าง เช่น การตรงต่อเวลา ความพร้อมในการเป็นผู้ชม ผู้ฟังที่ดี และแสดงความคิดเห็นในเรื่องและเวลาที่เหมาะสม  เป็นต้น เป็นแนวปฏิบัติที่จะทำให้ผู้ร่วมประชุมมาหารือ ได้รับประโยชน์ร่วมกันและทำให้งานลุล่วงตามต้องการ

หากเราวางฐานคิดอยู่ที่โอกาสในการเรียนรู้ ในทุกเวที ทั้งเรื่องบันเทิงและวิชาการ เราน่าจะคิดเชิงบวกว่า “แค่ได้เรียนรู้เรื่องใหม่หนึ่งเรื่อง หรือรู้จักคนเพิ่มอีกหนึ่งคน เท่ากับว่า วันนั้นเป็นวันที่เราประสบความสำเร็จแล้ว” ไม่เพียงเท่านั้น หากเราได้คิดและตระหนักถึงการใช้วิถีไทย ก็จะให้ประโยชน์เพิ่มได้ในอีกด้วย เช่นการใช้คุณลักษณะที่ดีของคนไทยด้าน “ความเกรงใจ” เพื่อให้เอื้อต่อการเรียนรู้ แม้ว่าในบางเวที การนำเสนออาจไม่ใช่สิ่งที่เราคิด ไม่ใช่สิ่งที่เราคาดหวัง แต่ด้วยความรู้สึกเกรงใจผู้พูดที่ตั้งใจนำเสนอ ทั้งการแสดง หรือ ความคิด ทฤษฎี แนวทางต่างๆ (ที่อาจจะน่าเบื่อมากเพราะนำเสนอไม่เป็นนัก) ใช้ “ความเกรงใจ” เป็นเกราะป้องกันไม่ให้เราทำอะไรที่ผู้พูดหรือผู้นำเสนอรู้สึกว่าไม่ได้รับความสนใจ ก็น่าจะเป็นเรื่องดีต่อการเพิ่มบรรยากาศและโอกาสในการเรียนรู้ด้วย

อันที่จริง คงต้องยอมรับความจริงว่า ยังมีหลาย ๆเวที/ การประชุม ที่น่าเบื่อจริง ๆ ดังนั้น หากเราคิดว่าไม่ได้ประโยชน์จากการร่วมงาน เราควรจะใช้คุณลักษณะ “ความมีน้ำใจ” และ “ความอ่อนโยน” ของความเป็นไทย แสดงความคิดเห็นอย่างนุ่มนวล เพื่อให้ผู้จัดทราบและปรับปรุงต่อไป

อย่างไรก็ดี ประเด็นหนึ่งที่อาจต้องไม่ลืมคือ เรื่อง “การปล่อยวาง” ในหลาย ๆกรณี สิ่งที่เกิดขึ้นแม้ว่าจะน่ารำคาญ แม้ดูเหมือนว่าจะไม่เหมาะสมตาม “แนวปฏิบัติสากล” แต่สังคมไทยยังคงเป็นสังคมไทยที่เราควรจะยืดหยุ่นและอะลุ้มอล่วยตามความเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องเอาจริงเอาจังไปทุกเรื่อง เพื่อการอยู่ร่วมกันด้วยความมีน้ำใจ

การจะให้คนไทยอยู่ในสังคมแห่งปัญญาและสังคมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ จึงอยู่ที่พวกเราไม่ว่าในฐานะผู้รับและผู้จัด ที่ต้องคำนึงถึงบทบาทของตนอย่างเต็มที่ และทำเต็มที่ในบทบาทนั้น ๆ เพื่อให้กิจกรรมที่เกิดขึ้น เป็นประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เกี่ยวข้องอย่างแท้จริง โดยยังมีการสานสัมพันธ์ที่ดีแบบไทยควบคู่กันไปด้วย