Inspiring Caring Leaders Across Cultures  

INTERNATIONALIZATION AT HOME: ความเป็นสากล’ เบ่งบานได้จาก ‘ในบ้าน


Published Date : Oct 16, 2019

พรทิพย์ กาญจนนิยต
อดีตผู้อำนวยการบริหาร
มูลนิธิการศึกษาไทย-อเมริกัน (ฟุลไบรท์)

ว่าด้วยจุดเริ่มของคำว่า ‘ความเป็นสากล’ (Internationalization – IZN) ในประเทศไทย

หากย้อนดูในอดีตไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมาจะพบว่า เราใช้คำศัพท์ ‘Globalization’ ส่วนใหญ่เพื่อแสดงผลกระทบของการเคลื่อนย้ายเพื่อผลทางการเมืองและเศรษฐกิจจากประเทศพัฒนาแล้วไปสู่ประเทศที่พัฒนาน้อยกว่า ทำให้เกิดการบัญญัติศัพท์คำว่า ‘โลกาภิวัตน์’ ในเวลาต่อมา และทำให้ดูเหมือนกับว่า ‘ความเป็นสากล’ หรือ Internationalization (IZN) เป็นส่วนหนึ่งที่แตกตัวออกมาจากโลกาภิวัตน์อีกที อย่างไรก็ดี Jane Knight ระบุว่ามีการใช้คำว่า ‘Internationalization’ ในทางรัฐศาสตร์และในภาครัฐมาเป็นศตวรรษแล้ว และเริ่มถูกนำเข้ามาใช้ในวงจรการศึกษาอย่างจริงจังเมื่อต้นทศวรรษ 1980 ก่อนหน้านี้ หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับคำว่า ‘international education’ มาบ้างแล้ว และในทศวรรษที่ 1990 เป็นต้นมา ศัพท์คำนี้มักจะถูกใช้เพื่อเน้นการเปรียบเทียบการศึกษา และการศึกษาเพื่อพหุวัฒนธรรม ทั้งยังเกิดศัพท์อื่น ๆ เพิ่มขึ้นมาอีก เช่น transnational, borderless, และ cross-border education ซึ่ง Jane Knight ระบุว่า คำว่า ‘Borderless’ ปรากฏในรายงานทางการศึกษาของอังกฤษและออสเตรเลียในปี 2000

ไม่ว่าจะเรียกต่างกันอย่างไร ในบทความนี้ จะใช้คำว่า ‘Internationalization (IZN)’ หรือ ‘ความเป็นสากล’ เพียงอย่างเดียว ให้เป็นไปตามที่สำนักยุทธศาสตร์อุดมศึกษาต่างประเทศ สำนักปลัดกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม (สป.อว) กำหนดและใช้เป็นประจำ

ความเป็นสากลเป็นเรื่องไกลตัว

กระบวนการสู่ความเป็นสากลของอุดมศึกษาในประเทศไทย เกิดขึ้นมานานเกือบสามทศวรรษแล้ว แต่ก็เกิดคำถามถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ‘มีมาตั้งนานแล้ว ทำไมไม่เห็นผล’

คงมีหลายเหตุผลที่ทำให้เราไม่แน่ใจว่า สถาบันอุดมศึกษาของไทยมีความเป็นสากลจริงหรือไม่ อย่างไร
จากการวิเคราะห์แนวทางการดำเนินงานทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ พบว่ามีความท้าทาย 5 ประเด็นหลักดังต่อไปนี้

1. นโยบายขาดช่วง ไม่ชัดเจน

นโยบายความเป็นสากลในระดับกระทรวงขาดความต่อเนื่องและไม่ชัดเจน ทำให้ไม่เห็นทิศทางที่จะนำไปดำเนินงานต่อ และสร้างความเข้าใจได้อย่างจำกัด

ความเป็นสากลเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสำคัญในแผนอุดมศึกษาระยะยาวแผนแรก (2533-2547) ในตอนนั้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาความเป็นสากลอย่างชัดเจน เพื่อให้อุดมศึกษาไทยพร้อมต่อโลกาภิวัตน์ มีความสามารถในการแข่งขัน สร้างเสริมบทบาทของไทยในเวทีโลก ซึ่งเป็นการนำสู่การจัดทำแผนพัฒนาอุดมศึกษาฉบับที่ 7 (2535-2539) ในเวลาต่อมา นโยบายครั้งนั้นทำให้อุดมศึกษาเริ่มทำความเข้าใจถึงความหมายและองค์ประกอบของ IZN โดยอาศัยผู้เชี่ยวชาญต่างชาติโดยเฉพาะจากประเทศตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งรวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากฟุลไบรท์และจากกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปที่เน้นเรื่องการแลกเปลี่ยนภายใต้โครงการ ERASMUS

จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดที่มีผลต่อการรุกสู่สากล คือการปฏิรูปการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติปี 2542 โดยไม่เพียงแต่ปรับเปลี่ยนโครงสร้างของทบวงมหาวิทยาลัยให้เป็นสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และย้ายมาอยู่ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการแล้ว ยังมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญอื่น ๆ ได้แก่ การรวมสถาบันราชภัฏและวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา (ซึ่งต่อมาได้ยกระดับขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล) ให้อยู่ในกำกับของสกอ. การให้ความสำคัญของการประกันคุณภาพทั้งภายในและภายนอก การดำเนินงานเรื่องมหาวิทยาลัยออกระบบ อาณาบริเวณศึกษา (Area Studies) และนโยบายที่พยายามให้ไทยเป็นศูนย์กลางการอุดมศึกษา (ซึ่งได้มีการอภิปรายและเห็นว่าน่าจะปรับเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการอุดมศึกษา ซึ่งมีความเป็นไปได้มากกว่า)

นอกจากนี้ ลักษณะของการบริหารจัดการที่แยกส่วนในบริบทแบบไทย ๆ ทำให้เมื่อมีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่ระบุถึงการประกันคุณภาพ ความสนใจของมหาวิทยาลัยจึงมุ่งไปที่การพัฒนาระบบการประกันคุณภาพ เพื่อให้เกิดความพร้อมต่อการประกันคุณภาพทั้งภายในและภายนอก ไม่ได้นำ IZN มาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพที่กำหนดในแผนทั้งระดับชาติและระดับสถาบัน

การรุกสู่สากลผ่านการเปลี่ยนแปลงหลายด้านเหล่านี้ น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นโยบายด้าน IZN ไม่ปรากฏเด่นชัดในแผนระยะยาวและแผน 5 ปีในช่วงต่อจากนั้น การที่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ทั้งมหาวิทยาลัยเดิมและสถาบันที่เพิ่งเข้าสู่ระบบของสกอ. จำเป็นต้องอิงนโยบายระดับชาติ พึ่งพิงแรงผลักดันและการสนับสนุนจากระดับกระทรวง ทำให้ความพยายามด้าน IZN ทั้งระดับชาติและระดับสถาบันในภาพรวมแผ่วลงโดยปริยาย

2. IZN ฟังเป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้

ความเป็นสากลอาจฟังดูเป็นนามธรรมที่ไม่สามารถเข้าใจได้ชัดเจน ทำให้ผู้บริหารระดับสูงและคณาจารย์ไม่เห็นความสำคัญหรือไม่สนับสนุนเท่าที่ควร ในหลายกรณี ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจริงจังไม่ได้เข้ามามีส่วนวางแผนและเรียนรู้ร่วมกัน ทำให้เป็นความท้าทายที่จะสร้างความเข้าใจได้ในวงกว้าง

สิ่งที่ตามมาก็คือการ ‘เหมารวม’ ตาม ๆ กัน เช่น ความเป็นสากลต้องเป็นการเรียนการสอนด้วยภาษาอังกฤษ ต้องเพิ่มบันทึกความเข้าใจกับต่างประเทศให้มากขึ้น ต้องมีนักศึกษาต่างชาติจากหลากหลายประเทศมากขึ้นทุก ๆ ปี สภาวะที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ทำให้เกิดคำถามต่อระดับนโยบายว่า ‘สกอ.นิยาม IZN อย่างไร’ ขณะเดียวกันก็มีคำถามย้อนกลับไปถึงมหาวิทยาลัยว่า ‘แล้วมหาวิทยาลัยมีคำจำกัดความของ IZN หรือไม่ เป็นอย่างไร’ เกิดการ ‘ยื้อ’ ไปมา ไม่ลงตัวและยังคงเป็นนามธรรมอยู่เช่นนั้นเป็นเวลานาน

3. ประโยชน์กระจุก

ประโยชน์ที่ได้จาก IZN ยังจำกัดอยู่กับบางเรื่องบางกลุ่ม และในช่วงแรกมักจะเน้นไปที่การแลกเปลี่ยนคณาจารย์ บุคลากร ต่อมาจึงเน้นที่นักศึกษามากขึ้นจนจะกลายเป็นโครงการหลักของสถาบันการศึกษาส่วนใหญ่ แม้ในบางแห่ง ยังคงมีการแลกเปลี่ยนคณาจารย์เพื่อการทำวิจัยร่วมกันควบคู่ไปกับการแลกเปลี่ยนนักศึกษาก็ตาม

ทั้งนี้ การที่ระบบการบริหารจัดการไม่ชัดเจนพอให้ทุกคนรับรู้ถึงภาพรวม วัตถุประสงค์ และผลกระทบเชิงบวกที่ต้องการให้เกิดขึ้นต่อประชาคมมหาวิทยาลัย รวมทั้งการมอง IZN เป็น ‘ติ่ง’ หรือเป็นเพียง ‘ส่วนสนับสนุน’ ล้วนขึ้นอยู่กับการที่แต่ละสถาบันสามารถบริหารจัดการตาม ‘ความเป็นอิสระและการพิจารณาของสภามหาวิทยาลัย’

4. ต่างคนต่างทำ

ความร่วมมือเพื่อประสานประโยชน์จาก IZN ในทุกระดับ/ทุกกลุ่มบุคลากรยังขาดความเข้มแข็ง อันเป็นผลกระทบจากการขาดความต่อเนื่องของนโยบาย ความชัดเจนของความเข้าใจเรื่อง IZN และการจำกัดประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ส่งแรงกระเพื่อมทางลบในทุกระดับ ทำให้อาจารย์ บุคลากร รวมถึงนักศึกษาขาดความสนใจกับสิ่งที่เห็นว่าไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับตน หรือไม่ได้มีความสามารถพอที่จะร่วมมือใด ๆ กับต่างประเทศ ทั้งยังมีปัจจัยด้านภาษา โอกาสที่จัดให้จำกัด และทัศนคติคับแคบแต่เดิมมา เป็นผลให้ไม่เกิดความร่วมมือที่สอดคล้องระหว่างนโยบายชาติกับสถาบัน รวมทั้งความร่วมมือภายในสถาบันเอง ขาดพลังขับเคลื่อนที่เห็นผลในเชิงปฏิบัติและในเชิงคุณภาพของบุคลากร รวมถึงนักศึกษาส่วนใหญ่

5. IZN ในสกอ.ต่อเนื่องสู่ อว.

ในหลายทศวรรษที่ผ่านมา แม้ว่าสกอ./อว.ในฐานะหน่วยงานด้านนโยบายระดับชาติจะมุ่งมั่นหาแนวทางและแนวปฏิบัติของ IZN โดยผลักดันให้สถาบันอุดมศึกษามีความเป็นสากลในทุกมิติที่เหมาะกับบริบท แต่ประเด็นหนึ่งที่ยังคงขาดไป คือ การแสดงให้ประชาคมอุดมศึกษาเห็นว่าสกอ./อว.เป็นแบบอย่างที่ดีของการพัฒนากระบวนการสู่ IZN เพื่อแบ่งปันบทเรียนที่ได้จากการดำเนินการ แนวการปรับปรุงที่เป็นระบบให้เป็นที่ประจักษ์ ซึ่งจะทำให้ IZN มีความหมายที่แท้จริงตั้งแต่ระดับชาติจนถึงสถาบันฯ

อย่างไรก็ตาม ไม่นานมานี้ สกอ./อว. ได้ให้คำจำกัดความของ IZN เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานที่สอดคล้องและเข้าใจร่วมกันระหว่างสกอ./อว. และสถาบันในสังกัด ดังนี้

“กระบวนการพัฒนา ผ่านพันธกิจที่บูรณาการให้บุคลากรและนักศึกษาทุกระดับมีคุณภาพที่จะอยู่และปรับตัวในสังคมโลกที่ผันผวนได้อย่างมีความหมายและมีวัฒนธรรม”

ปัจจัยหนุนด้านประชาคมอาเซียนและการจัดอันดับ

ในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา IZN ยังคงได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในระดับประเทศ จากการที่สกอ.มีส่วนร่วมในเวทีระดับภูมิภาคและนานาชาติ มีโครงการแลกเปลี่ยนบุคลากรและนักศึกษาทั้งที่มีอยู่เดิมและโครงการที่ริเริ่มขึ้นใหม่ นอกจากนี้ยังมีความเคลื่อนไหวของโลกที่เป็นปัจจัยผลักดัน IZN สำคัญ 2 เรื่อง คือการรวมประชาคมอาเซียน และการจัดอันดับมหาวิทยาลัย เมื่อผนวกปัจจัยดังกล่าวเข้ากับการพิจารณาภาพรวมของการพัฒนาการอุดมศึกษาในเชิงกลยุทธ์ด้านคุณภาพ ทำให้ทิศทางการดำเนินการด้าน IZN เป็นเชิงรุกชัดเจนขึ้น

สิ่งที่ยังคงต้องรณรงค์ต่อไปเพื่อให้การอุดมศึกษามีความเป็นสากล มีตั้งแต่เรื่องสำคัญไปจนเรื่องรองต่าง ๆ ประเด็นที่เห็นได้เด่นชัดตลอดมา เช่น การกำหนดให้ IZN เป็นนโยบายชัดเจนในแผนหลัก การสร้างความเข้าใจของผู้บริหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่ให้ตรงกันในระดับกระทรวงและระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งจะทำให้การกำหนดนโยบายเป็นไปตามความเป็นจริงและเหมาะสมยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ผู้กำหนดนโยบายและผู้ปฏิบัติจะต้องพัฒนาทักษะในการเชื่อมโยงภาพใหญ่ให้เห็นร่วมกันให้ได้ว่า ความเป็นสา IZN ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้โดด ๆ แต่ต้องเชื่อมกับภาพรวมของการพัฒนาอุดมศึกษา ตั้งแต่การขับเคลื่อนประเทศให้ตอบรับกับความเปลี่ยนแปลงยุคดิจิตัลที่กระทบต่อศาสตร์ต่าง ๆ การประกันคุณภาพ การพิจารณามาตรฐานวิชาชีพวิชาการ บทบาทที่ไทยต้องการในเวทีนานาชาติ ทั้งยังต้องคำนึงถึงการสนับสนุนเชิงกลยุทธ์เพื่อให้มุ่งสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการเห็นในระยะสั้นและระยะยาว ไม่ใช่เพื่อตอบโจทย์เฉพาะกิจอย่างที่เคยทำ ๆ กันมา เป็นครั้ง ๆ แล้วก็เลิกรากันไป เป็นต้น

ในระดับสถาบันอุดมศึกษา นโยบาย IZN น่าจะมีความหลากหลายตามระดับการพัฒนาและลำดับความสำคัญของแต่ละสถาบัน ทั้งนี้ทั้งนั้น เรื่องหลักก็คงหนีไม่พ้นการที่ผู้นำระดับสูงของสถาบันต่าง ๆ ต้องเข้าใจและสนับสนุน IZN ให้เป็นนโยบายหนึ่งที่จะส่งผลให้นักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากร สามารถพัฒนาทักษะการเรียนรู้จัดการข้ามวัฒนธรรมเพื่อให้เป็นพลโลกได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลกก็ตาม โดยจะส่งผลให้เกิดการริเริ่มและสานต่อความพยายามในการสร้างบรรยากาศที่เป็นสากลในสถาบันนั้น ๆ ผลักดันให้โครงการและกิจกรรมที่มีอยู่หรือที่จะพัฒนาต่อช่วยส่งเสริมความสามารถของนักศึกษาทั้งไทยและเทศที่จะเข้าถึงความแตกต่าง เข้าใจความหลากหลาย และปรับตัวให้ได้รับประโยชน์จากสิ่งที่สถาบันฯ จัดให้อย่างเต็มที่ โดยข้ามขีดคั่นด้านภาษาอังกฤษ มีการบริหารจัดการที่มองไปไกลกว่าจำนวนบันทึกความเข้าใจที่ได้ลงนามหรือจำนวนนักศึกษาและคณาจารย์ทั้ง inbound/outbound ไปสู่กระบวนการสร้างความเข้าใจในภาพรวมร่วมกันและมีการบริหารจัดการโดยรวมอย่างเป็นระบบ เช่น วิธีการคัดเลือกประเทศ นักศึกษาและคณาจารย์เพื่อแลกเปลี่ยน การปฐมนิเทศ การให้ความสนับสนุนช่วยเหลือระหว่างการแลกเปลี่ยนและการถอดบทเรียน เป็นต้น

พัฒนาการของ IZN

หากย้อนมองอดีตเพื่อรุกสู่อนาคต เราน่าจะกำหนดพัฒนาการ IZN ออกได้เป็นห้ายุคใหญ่ ๆ ดังนี้

1. ยุค 1.0 ก่อน 2523 (1980) “ยุคตะวันตกนำ – Westernization”

เป็นยุคที่คำว่า ‘Internationalization’ เริ่มถูกนำมาใช้มากในวงการการศึกษา เป็นยุค ‘ตะวันตกนำ (Westernization)’ แต่ไม่ใช่ว่าประเทศไทยจะฝักใฝ่ตะวันตก เป็นเพราะความรู้ของตะวันตกเป็นเรื่องใหม่และใหญ่ มีผลต่อการพัฒนาประเทศ เราจึงส่งนักเรียนนักศึกษาไปเรียนที่อื่นโดยมีทุนจากทั้งในประเทศเองและจากประเทศตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนั้น บทบาทด้านต่างประเทศของไทยจะพึ่งพิงองค์การระหว่างประเทศเป็นหลัก เพราะเป็นผู้ให้ทุนสำคัญอีกแหล่งหนึ่ง การแลกเปลี่ยนทางการศึกษาจึงมักเป็นการส่งนักศึกษาออกไปต่างประเทศมากกว่าการรับนักศึกษาต่างชาติ

2. ยุค 2.0 ระหว่าง 2524-2538 (1981-1995) “ยุคโลกาภิวัตน์ – Globalization”

เกิดการเคลื่อนย้ายของผู้คนทั่วโลกซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นในแง่เศรษฐกิจ โดยองค์การระหว่างประเทศยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาความเป็นสากล และแม้ว่าจะมีแหล่งทุนสนับสนุนน้อยลง แต่ก็เกิดโครงการแลกเปลี่ยนสองทางอื่น ๆ นอกจากการเรียนและการฝึกอบรมเพิ่มขึ้น ในระดับอุดมศึกษา มีโครงการความร่วมมือกับเอกชน การจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ ฯลฯ ที่สำคัญคือ วงการอุดมศึกษาเริ่มให้ความสำคัญกับการประกันคุณภาพอย่างเป็นรูปธรรม

3. ยุค 3.0 ระหว่าง 2539-2548 (1996-2005) “ยุคการเปิดการค้าเสรี – Free Trade”

อุดมศึกษาต้องปรับตัวให้เท่าทันความเคลื่อนไหวของการค้าเสรี รวมถึงการรุกทางการศึกษาจากต่างประเทศในรูปแบบต่าง ๆ เช่นความสนใจจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาในไทย และการจัดทำหลักสูตรร่วม โดยเฉพาะประเทศที่มองการศึกษาเป็นอุตสาหกรรมที่นำรายได้หลักให้ประเทศ ด้านความร่วมมือกับต่างประเทศ ถือได้ว่า เป็นยุคของการพัฒนาความร่วมมือระดับทวิภาคี ไตรภาคี และพหุภาคี ภายในอาเซียน รวมไปถึงความร่วมมือในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion – GMS) ที่มีมณฑลยูนนาน จีนตอนใต้เข้ามาด้วย (ปัจจุบันเพิ่มเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงอีกแห่งหนึ่ง)

ความเคลื่อนไหวสำคัญประการหนึ่งคือการปฏิรูปการศึกษาจากการมีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ทำให้เกิดการประกันคุณภาพภายในและการประกันคุณภาพภายนอก ที่กลายเป็นเรื่องหลักเรื่องหนึ่งของการอุดมศึกษา ขณะเดียวกัน การจัดอันดับมหาวิทยาลัยเริ่มรุกคืบสู่ประเทศต่าง ๆ และสถาบันอุดมศึกษา ทำให้ IZN ในยุคนี้ จะเน้นจำนวนบันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือกับต่างประเทศ ซึ่งในด้านหนึ่งส่งผลให้เกิดโครงการความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนในบางระดับ บางกลุ่ม แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้เกิด ‘ความเฟ้อ’ ของบันทึกความเข้าใจ ซึ่งมีกิจกรรมต่อเนื่องอย่างจำกัดหรือแทบไม่มีเลย

4. ยุค 4.0 ระหว่าง 2549-2558 (2006-2015) “ยุคความเป็นภูมิภาค – Regionalization”

จากฐานความร่วมมือที่มีมากขึ้นในยุค 3.0 ทำให้ไทยสามารถต่อยอดเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 (2015) อย่างไม่มีอุปสรรคมากนัก ในช่วงนี้มีการเพิ่มหลักสูตรไทยคดีศึกษาเพื่อสนองต่อการแลกเปลี่ยนและการรับนักศึกษาต่างชาติ รวมถึงการสร้างความร่วมมือด้านการวิจัย โดยนโยบายประกันคุณภาพผลักดันให้สถาบันอุดมศึกษาแสวงหาระบบประกันคุณภาพที่ตอบสนองต่อบริบท เพื่อให้ได้รับมาตรฐานนานาชาติซึ่งจะสามารถตอบโจทย์คุณภาพและความเป็นสากลพร้อม ๆ กันไป

นอกจากนี้ เมื่อความตื่นตัวกับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยมีมากยิ่งขึ้น วงการอุดมศึกษาจึงมีการอภิปรายเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง ซึ่งบางส่วนเห็นว่าสถาบันอุดมศึกษาไทยน่าจะเข้าร่วมวงจรนี้อย่างจริงจัง โดยในขณะที่ยังเป็นสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา สกอ. ได้คัดเลือกมหาวิทยาลัยวิจัย 9 แห่งและจัดสรรงบประมาณด้านวิจัยเพิ่มเป็นพิเศษโดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องไต่ขึ้นอันดับโลกให้ได้ เมื่อนำเกณฑ์คุณภาพอุดมศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ (Education Criteria for Performance Excellence-EdPEx) มาใช้เป็นตัวเลือกสำหรับระบบประกันคุณภาพ EdPEx จึงกลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อกระบวนการ IZN ของสถาบันอุดมศึกษาในเวลาต่อมา โดยเฉพาะเมื่อมีความพยายามเชื่อมโยงคุณภาพของ IZN เข้ากับปัจจัย IZN ที่ใช้ในการจัดอันดับในช่วงแรก ๆ ของการเข้าสู่สนามแข่งขันของการจัดอันดับมหาวิทยาลัย

ความท้าทายในยุคนี้ ทำให้ผู้บริหารทั้งในกระทรวงฯ และสถาบันอุดมศึกษาเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นว่า ‘IZN คืออะไรกันแน่’ สำนักยุทธศาสตร์อุดมศึกษาต่างประเทศเมื่อยังเป็นสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา พยายามค้นหาคำตอบร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทั้งจากฟุลไบรท์และสหภาพยุโรป มีการหารือกับพันธมิตรนานาประเทศในหลากหลายเวที ผนวกกับความคิดเห็นของสถาบันอุดมศึกษาทั้งในและต่างประเทศ จนทำให้เริ่มเห็นภาพรวมร่วมกันที่ชัดเจนขึ้น

5. ยุค 5.0 ระหว่าง 2559-2568 (2016-2025) “ยุคดิจิตัล – Digitalization”

ช่วงนี้คาบเกี่ยวอดีตหลังเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนกับอนาคตของอาเซียนที่กำหนดไว้ในปฏิญญากรุงกัวลาลัมเปอร์ว่าด้วยอาเซียน 2025 (2568) ที่แสดงเจตจำนงในการมุ่งหน้าไปด้วยกัน เป็นการเสริมพลังด้าน IZN ที่บูรณาการกับความก้าวหน้าด้านดิจิตัลได้อย่างเต็มรูปแบบยิ่งขึ้น

ประสบการณ์การส่งเสริม IZN ของการอุดมศึกษาไทยและการพัฒนาระบบการบริหารจัดการโดยเกณฑ์ EdPEx ทำให้ สำนักปลัดกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป. อว.) มีความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับความสำคัญของบริบทสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่ง ขณะเดียวกันก็ตระหนักถึงการสานสัมพันธ์กับภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้บัณฑิตสามารถเข้าสู่โลกการทำงานทั้งในและต่างประเทศทั่วโลกในฐานะ ‘พลโลก – Global Citizen’ อย่างแท้จริง โดยมีความรู้ในและข้ามศาสตร์ มีทักษะชีวิตที่รวมถึงความคิดสร้างสรรค์ การมองภาพรวม และความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม เป็นต้น นอกจากนี้ สถาบันอุดศึกษาจะยังมุ่งเน้นการวิจัยที่เกี่ยวกับ IZN เพื่อให้ได้ข้อมูลเหมาะกับนโยบายในทุกระดับเพื่อช่วยตัดสินใจในเรื่องที่จำเป็นต่อการพัฒนาท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

แนวคิดและนโยบายสำคัญอีกเรื่องคือ สถาบันอุดมศึกษาจะต้องไม่จำกัดการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของพลโลกดังที่กล่าวมาข้างต้นไว้เฉพาะกับนักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากรที่ ‘มีความสามารถด้านภาษา’ เท่านั้น แต่จะต้องส่งเสริมการพัฒนาความเข้าใจเรื่อง IZN เพิ่มการเรียนรู้ และการพัฒนากรอบการดำเนินงานที่จะสร้าง IZN ที่บ้าน (Internationalization at Home—IaH) ซึ่งจะเอื้อประโยชน์ต่อคนหมู่มากที่จะก้าวสู่โลกยุคใหม่อย่างมีความหมายยิ่งขึ้น โดยสถาบันอุดมศึกษาควรจะพิจารณาหาแนวทางนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อ ‘การแลกเปลี่ยนเสมือน (Virtual Exchange)’ ด้วย

ความท้าทายในภาพใหญ่

ที่ผ่านมา ดูเหมือนผู้บริหารทุกระดับจะมองข้ามกับประเด็นสำคัญ 3 ประเด็นที่ทำให้กระบวนการ IZN ติดขัด หลงทาง หรือขาดพลัง กลายเป็นความท้าทายทั้งในแง่นโยบายและแง่การปฏิบัติ

1. ความเชื่อมโยง IZN กับนโยบายอุดมศึกษาในด้านต่าง ๆ

สกอ./อว. จะต้องดำเนินการอย่างจริงจังให้หน่วยงานภายในกระทรวงเข้าใจกระบวนการ IZN และมองประเด็นหลัก ๆ เช่นคุณภาพและมาตรฐานอย่างเชื่อมโยง ยิ่งเมื่อปรับโครงสร้างมาเป็น อว. แล้ว ขอบข่ายงานที่ขยายกว้างขึ้น ทำให้ต้องมีการบูรณาการ IZN กับมิติด้านการวิจัยและนวัตกรรมอย่างจริงจัง ผู้บริหารของหน่วยงานต่าง ๆ ใน อว. จะต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจและพัฒนาความเชื่อมโยงให้เห็นร่วมกันด้วยการให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม เช่น การสร้างความเข้าใจว่า IZN เกี่ยวข้องกับคุณภาพและมาตรฐานอุดมศึกษาด้านใด และจะทำให้เกิดการวิจัยร่วมและนำไปสู่โอกาสในการสร้างนวัตกรรมเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันอย่างไร แนวทางที่เป็นระบบจะนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals- SDG) รวมทั้งและสร้างเสริมทักษะของศตวรรษที่ 21 ได้อย่างไร เป็นต้น

2. ความเชื่อมโยง IZN กับการมีงานทำ

แม้ว่าในสามทศวรรษที่ผ่านมา หน่วยงานระดับชาติด้านอุดมศึกษาสนับสนุนความร่วมมือกับภาคเอกชน ทั้งในรูปของการสร้างอุทยานวิทยาศาสตร์ สหกิจศึกษา และการทำวิจัยร่วมกับเอกชน แต่ทั้งหมดนี้ยังทำเป็นเรื่อง ๆ ไม่ปะติดปะต่อกัน รวมทั้งไม่มีการวิเคราะห์อย่างจริงจังถึงความเชื่อมโยงของบัณฑิตกับโลกการทำงานนอกเหนือจากการมีงานทำหลังเรียนจบ งานวิจัยที่จะมองประเด็นนี้ จึงมีความสำคัญอย่างมากในการช่วยฉายภาพรวมให้เห็นผลกระทบของ IZN อย่างเป็นระบบ ซึ่งรวมถึงโอกาสที่คณาจารย์ บุคลากรและนักศึกษาได้เปิดโลกสู่สากลในรูปแบบที่หลากหลายด้วย

3. บทบาทของวิเทศสัมพันธ์

สถาบันอุดมศึกษาจำเป็นต้องวางบทบาทของหน่วยงานด้านวิเทศสัมพันธ์ให้ชัดเจนว่า มีหน่วยงานนี้เพื่อตอบโจทย์ความเป็นสากลอย่างไร ทั้งนี้ เพื่อให้ได้ประโยชน์และมองเห็นทิศทางการพัฒนานักวิเทศสัมพันธ์ให้ตรงจุดตรงเป้า โดยไม่มุ่งเน้นเฉพาะแต่ความสามารถด้านการใช้ภาษาต่างประเทศและความคล่องตัวในการบริหารจัดการ แต่มองไกลถึงการพัฒนาบุคลากรกลุ่มหลักกลุ่มนี้ ให้มีความสามารถที่โดดเด่นในการประสานภาพรวม ทั้งทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกตามที่มหาวิทยาลัยต้องการ โดยเปิดโอกาสนักวิเทศสัมพันธ์ให้เป็นผู้สร้างและสานเครือข่ายกับพันธมิตรและคู่ความร่วมมือเพื่อให้เกิดเป็นเครือข่ายเชิงกลยุทธ์ด้าน IZN รวมทั้งฝึกปรือให้นักวิเทศสัมพันธ์สามารถบริหารจัดการโครงการความร่วมมือ การแลกเปลี่ยนนักศึกษา/บุคลากร และการติดตามประเมินผลได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งผู้สนใจสามารถหารายละเอียดความเป็นมาและพัฒนาการของความเป็นสากลของการอุดมศึกษาได้จากหนังสือ Education in Thailand: An Old Elephant in Search of a New Mahout บทที่ 11 ว่าด้วย The Internationalization of Thai Higher Education over the Decades: Formidable Challenges Remain

นอกจากนี้แล้ว มีการรวบรวมประเด็นใหม่ ๆ เพิ่มเติมโดยสรุป IZN ออกเป็นยุคต่าง ๆ เพื่อให้เห็นถึงพัฒนาการในแต่ละช่วง บทบาทระดับนโยบายและมหาวิทยาลัย รวมถึงการพัฒนางานด้านวิเทศสัมพันธ์ ซึ่งอาจจะช่วยให้ผู้อ่านได้เห็นภาพใหญ่พร้อม ๆ ไปกับภาพระดับปฏิบัติ ที่จะทำให้เกิดประเด็นการอภิปรายเพื่อผลักดัน IZN ให้ยิ่งเท่าทันและมีคุณค่ายิ่งขึ้น

บทบาทของวิเทศสัมพันธ์ในแต่ละยุคของ IZN จะแตกต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นหน่วยงานที่ทำงานประจำ และประสานงานทั่วไปที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือสื่อสาร ทำให้เจ้าหน้าที่วิเทศสัมพันธ์มีบทบาทเพียงผู้ประสานงานเชิงรับมากกว่าการใช้ศักยภาพของเจ้าหน้าที่วิเทศที่มีมุมมองด้านความร่วมมือ การสร้างเครือข่ายและการมองโลกอย่างเท่าทันจากการที่ได้ไปเรียนรู้ในหลาย ๆ ประเทศ หลาย ๆ เวที แม้แต่ประเทศตะวันตกบางประเทศก็พบว่า ผู้นำของสถาบันอุดมศึกษามองข้ามองค์ความรู้และประสบการณ์ของผู้ที่ทำงานกับนานาชาติไปอย่างน่าเสียดาย

การแบ่งยุคพัฒนาการของ IZN ทำให้พอจะมองเห็นบทบาทของเจ้าหน้าที่วิเทศสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไป โดยเริ่มเห็นสัญญาณเชิงรุกมากขึ้นในช่วง 4.0 และเชื่อว่าจะเพิ่มบทบาทเชิงรุกเต็มที่ในยุค 5.0 เพื่อหนุนให้สถาบันอุดมศึกษามุ่งสู่สากลด้วยการประสานพลังความร่วมมือให้เป็นไปตามพันธกิจและบรรลุวิสัยทัศน์ที่ต้องการ ดังนั้น ความท้าทายหนึ่งของประเทศไทยและสถาบันอุดมศึกษาในยุค 5.0 นี้คือการพัฒนาความสามารถของเจ้าหน้าที่วิเทศฯ ให้มีความรู้และทักษะที่ต้องการอย่างมีคุณภาพ

ถึงเวลาของ ‘ความเป็นสากลในบ้าน’

ในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา (2015 – 2019) กระแสการหยิบยกเรื่องความเป็นสากลในบ้าน (Internationalization at Home—IaH) เริ่มมีมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีเนื่องจากเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะมีโอกาสได้ไปต่างประเทศ แม้จะเป็นประเทศเพื่อนบ้านฝั่งติดกัน ประเด็นนี้ Jenny Lee ได้เคยเขียนไว้นานหลายปีดังนี้

‘…….internationalize by educating their own domestic students on the value of internationalization and acquiring basic global competencies, such as being able to effectively communicate with individuals in foreign accents, possess knowledge about diverse cultures outside its borders, and network with those from overseas, as vital to success in this globalizing society’

“……..สร้างความเป็นสากลโดยให้ความรู้แก่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยของตนถึงคุณค่าของความเป็นสากลและการพัฒนาทักษะพื้นฐานสากล เช่น ความสามารถในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพด้วยภาษาต่างประเทศ มีความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมอันหลากหลายนอกประเทศ และมีเครือข่ายกับต่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จในสังคมโลกนี้”

บทความนี้ ทำให้เกิดผลกระทบต่อแนวคิดอย่างดี จากเดิมที่เคยรณรงค์ให้ใช้ประโยชน์จากนักศึกษาแลกเปลี่ยน คณาจารย์นานาชาติ ฯลฯ ให้เต็มที่ กลับกลายเป็นจุดเริ่มที่ทำให้ผู้เขียนพยายามศึกษาและติดตามเรื่อง IaH มาจนถึงปัจจุบัน โดยขยายกรอบความคิดและความสนใจเกินกว่าแค่การปรับระบบการบริหารจัดการโครงการแลกเปลี่ยนและการจัดการความรู้ ไปสู่การใช้ทุกโอกาสของชีวิตในและนอกรั้วมหาวิทยาลัยให้เป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาและคณาจารย์ของเราให้เต็มประสิทธิภาพที่สุด

แม้จะดูเหมือนว่าความพยายามผลักดันสถาบันอุดมศึกษาไทยให้มีความเป็นสากลมากขึ้นยังมีอุปสรรคหลายด้าน ตั้งแต่ความเข้าใจที่ตรงกัน บทบาทหลักของผู้นำระดับสูงทั้งระดับนโยบายและมหาวิทยาลัย รวมทั้งการมีส่วนร่วมของประชาคม แต่เมื่อพิจารณาถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคดิจิตัล เส้นแบ่งเขตแดนของประเทศที่ไม่ได้สำคัญมากเช่นเคย และที่สำคัญ ผู้ที่ยังอยู่ในระบบการศึกษาทั้งนักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากร รวมทั้งผู้ที่ศึกษานอกระบบ น่าจะได้ประโยชน์จาก IZN เพื่อให้อยู่รอดร่วมกันในโลกอนาคตอย่างเท่าทันและมีความสุข

เส้นทางสู่ IaH

คำว่า Internationalization at Home เป็นคำที่ Bengt Nilsson บัญญัติขึ้นในปี 2539 (1996) โดยสหภาพยุโรปมีการอ้างอิงถึง IaH มาตั้งแต่ปี 2544 (2001) โดย Crowther และคณะ ต่อมาได้มีการศึกษาและกำหนดนิยาม IaHต่าง ๆ กัน โดยเน้นมิติที่แตกต่างหรือเหลื่อมทับกันไป เช่น ความเป็นสากลของหลักสูตร ความเป็นสากลในรั้วมหาวิทยาลัย เป็นต้น ผู้เขียนเห็นว่า นิยามที่ง่ายต่อความเข้าใจ คือ ‘Enabling students to gain international experience without necessarily going abroad’ ซึ่งก็คือการผลักดันให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์ IZN โดยไม่จำเป็นต้องไปต่างประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่ที่มีสำคัญมากยิ่งขึ้น เมื่อโลกดูเหมือนจะไร้เส้นคั่นเขตแดนของประเทศ และมีการเคลื่อนย้ายของคนหลากหลายประเภทจากหลากหลายชาติ ทำให้ผู้ที่ไม่ได้มีโอกาสออกจากถิ่น/ประเทศของตน ต้องพบปะและอาจจะต้องทำงานร่วมกับคนชาติ/ถิ่นเดียวกันที่ใช้ภาษาเดียวกันมากขึ้นตามไปด้วย การพัฒนาให้มีความเป็นสากล ‘ที่บ้าน’ จึงควรได้รับความสนใจจริงจังและมีแนวทางพัฒนาให้ชัดเจน

ประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศหนึ่งที่ศึกษาวิจัยเรื่อง IaH ค่อนข้างเข้มข้น นอกจาก Nuffic จะมีการศึกษาเรื่อง IaH โดยให้ความสำคัญต่อความสามารถด้านต่างประเทศและการจัดการข้ามวัฒนธรรมแล้ว รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ยังได้บรรจุเรื่อง IaH เป็นนโยบายเชิงยุทธศาสตร์เพื่อการอุดมศึกษาและการวิจัยตั้งแต่ปี 2558 – 2568 (2015 – 2025) โดยเน้น 3 มิติ คือ 1) ความเป็นสากล 2) ความเป็นสากลเต็มรูปแบบ 3) ความเป็นสากลของหลักสูตร และเสนอว่าสถาบันอุดมศึกษาควรมีนโยบายจัดหลักสูตรต่าง ๆ ที่รวมการพัฒนาความสามารถด้านต่างประเทศและการจัดการข้ามวัฒนธรรมไว้ด้วย

ใน Blog ของ European Association for International Education (EAIE) ก็ได้ให้แนวปฏิบัติที่น่าสนใจเพื่อปลูกฝังให้เกิด IaH ดังนี้
1) ส่งเสริมให้นักศึกษามีมุมมองที่เป็นสากลผ่านการเรียนในหลักสูตร ไม่ว่าจะได้ไปแลกเปลี่ยนต่างประเทศหรือไม่
2) ส่งเสริม IaH ไม่เฉพาะแค่วิชาเลือกหรือวิชาเฉพาะ
3) เน้น learning outcomes ของหลักสูตรที่มีมุมมองด้านต่างประเทศ
4) มีกิจกรรมนอกและในหลักสูตรทั่วทั้งสถาบัน
5) ส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรมในห้องเรียน ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ การสอน และการประเมินผล
6) สร้างโอกาสให้นักศึกษามีประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่แตกต่างในชุมชน
7) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกคนไม่เฉพาะนักวิชาการ/อาจารย์ และนักวิเทศฯ
8) ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษ
9) ใช้ virtual mobility ให้เกิดการเรียน/ทำกิจกรรมกับนักศึกษาในต่างประเทศเพื่อเพิ่มทักษะการสื่อสารและทางสังคม
10) สร้างความรู้สึกผูกพันที่มีความหมายให้กับนักศึกษาต่างชาติ

ช่วงต้นของการพัฒนา IaH ที่เกี่ยวกับการสอนในห้องเรียน Teekens (2001) เน้นให้ผู้สอนต้องมีความสามารถที่จะจัดห้องเรียนให้เอื้อต่อการสร้างประสบการณ์ด้านต่างประเทศและด้านการข้ามวัฒนธรรมให้แก่ผู้เรียน ซึ่งจะมีความต่างจากชั้นเรียนปกติ หากเมื่อเวลาผ่านไป IaH ต้องให้ความสำคัญต่อชั้นเรียนที่เป็นหลักสูตรปกติและหลักสูตรนานาชาติ โดยควรจะมองนักศึกษาเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง โดยไม่แยกว่า อยู่ในหลักสูตรใด รวมทั้งต้องพยายามให้ผู้เรียนทั้งสองหลักสูตร ได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน ทั้งอย่างเป็นระบบและอย่างไม่เป็นทางการ

อย่างไรก็ดี เราจะปฏิเสธไม่ได้ว่า ในชั้นเรียนที่เป็นหลักสูตรที่มีนักศึกษาต่างชาติ อาจารย์ผู้สอนจำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานด้านความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรม และเรียนรู้เรื่องประเพณีและแนวปฏิบัติของประเทศของนักศึกษาไว้ด้วย
สำหรับประเทศไทยนั้น มหาวิทยาลัยบางแห่งมีการรณรงค์เรื่อง IaH ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีความพยายามมากกว่าการจัดกิจกรรมประจำปีประเภท ‘International Day’ หรือการจัดให้มี ‘Buddy’ กับนักศึกษาต่างชาติ เพราะกิจกรรมเหล่านี้มักจะยังไม่สามารถกระตุ้นการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบ หรือเป็นการเรียนรู้แบบอัตโนมัติจากความเชื่อว่า ‘หากรู้จักกันไปก็จะมีทักษะข้ามวัฒนธรรมได้เอง’ อันที่จริง กิจกรรมในรูปแบบนี้สามารถช่วยเพิ่ม IaH ได้ในระดับหนึ่ง แต่ผู้ได้รับประโยชน์จะเป็นเพียงกลุ่มเล็ก ๆ ที่ไม่ได้กระจายความรู้และทักษะไปยังกลุ่มใหญ่ของประชาคม การมองเชิงระบบเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในระดับบุคคลและสถาบัน จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมและทดลองดำเนินการอย่างเข้มข้นในยุค 5.0 นี้

ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยไทยหลายแห่งให้ความสำคัญกับ IZN โดยปรับหลักสูตรหมวดศึกษาทั่วไปให้มีวิชาเลือกที่มีส่วนประกอบของ IZN มากขึ้น รวมทั้งให้มีกิจกรรมเสริม/นอกหลักสูตร ซึ่งรวมถึงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา อาจารย์และบุคลากรมากขึ้น อย่างไรก็ดี แง่มุมสำคัญที่จะปลูกฝังสมรรถนะสากลให้ผู้ที่ยังไม่มีโอกาสไปแลกเปลี่ยนในต่างประเทศถือว่ายังไม่เข้มข้นพอ

เรื่องเล่าจากผู้บุกเบิก

มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ น่าจะเป็นตัวอย่างของมหาวิทยาลัยที่พยายามพัฒนาระบบ IZN และอาจเริ่มรวมถึง IaH ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

มหาวิทยาลัยมหิดล

• IZN เป็นแก่นของการพัฒนา ไม่ใช่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเข้าแข่งขันในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก
• Ranking ถือเป็นผลพลอยได้จากการพัฒนา IZN และมีไว้เพื่อให้เทียบเคียงประเด็นที่มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญ
• จุดเน้นของงานวิเทศฯ คือการพัฒนาให้เกิด IZN culture
• มหิดลนำ IZN บนหลักการของการบริหารจัดการ โดยต้องเข้าใจบริบทของตนเองให้รู้ชัดเพื่อทำให้ IZN เป็นนโยบายของมหาวิทยาลัยที่ต้องมีทิศทางที่แน่นอน กำหนดหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ได้ พร้อมการพัฒนาคนและการจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสม จึงจะทำให้ไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการได้
• ในส่วนของนักวิเทศสัมพันธ์ จะต้องได้รับการให้อำนาจในระดับหนึ่งเพื่อปรับเปลี่ยนบทบาทใหม่ให้สามารถริเริ่มความร่วมมือด้านหลักสูตรและวิจัยได้ด้วย จึงจำเป็นต้องสร้างสัมพันธ์และเข้าใจความต้องการของมหาวิทยาลัย/คณะวิชาอย่างดี และสามารถใช้ความเชี่ยวชาญด้านการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า การมีความสัมพันธ์ส่วนบุคคลให้เป็นประโยชน์ แม้แต่การไปจัดนิทรรศการในต่างประเทศ ก็อาจจะต้องปรับบทบาทให้รวมถึงการรณรงค์หานักศึกษาด้วย
• เนื่องจากการแลกเปลี่ยนนักศึกษาเป็นเรื่องสำคัญของมหาวิทยาลัย การพัฒนาบริการที่เอื้อต่อการศึกษาในช่วงการแลกเปลี่ยน เช่น โอกาสที่จะอยู่ร่วมกับนักศึกษาไทย การมีบัตรประจำตัวนักศึกษาต่างชาติ การเข้าถึงห้องสมุดของมหาวิทยาลัย เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึง

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

• กำหนดให้ IZN เป็นหนึ่งในเป้าหมายของแผนกลยุทธ์ระยะ 5 ปีของมหาวิทยาลัยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550-2564 โดยมีการเน้นหลายด้าน เช่น มีจำนวนนักศึกษาต่างชาติคิดเป็นร้อยละ 10 ของนักศึกษาทั้งหมด การเพิ่มจำนวนหลักสูตรนานาชาติต่อหลักสูตรปกติในสัดส่วน 4 ต่อ 6 เป็นต้น
• เชื่อมต่อกับพันธกิจหลักของมหาวิทยาลัยด้านการวิจัยกับอันดับที่จัดโดย QS World Ranking ที่ทำให้เน้นด้านการสร้างพันธมิตรด้านวิจัยเชิงกลยุทธ์
• เน้นการเพิ่มความสำคัญของความสามารถข้ามวัฒนธรรม พร้อม ๆ ไปกับ การคำนึงถึงผลลัพธ์ของการเรียนรู้และคุณภาพที่ผลักดันโดยระดับโยบายของมหาวิทยาลัยที่ทำได้อย่างต่อเนื่อง
• เชื่อมโยง IaH กับหลักสูตร/วิชาต่าง ๆ และการร่วมมือจัดกิจกรรมกับองค์การต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

• มีการเชื่อมโยงวิสัยทัศน์ที่จะเป็น ‘สถาบันอุดมศึกษาชั้นนำแห่งอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง’ กับนโยบายและการปฎิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เห็นจุดเน้นเรื่องประเทศเป้าหมาย การเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม ฯลฯ ได้ชัดเจน
• มีวัตถุประสงค์ด้าน IZN ที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ โดยเน้น IaH ในการปลูกฝังทักษะทั้งที่เป็นสากลและเป็นแบบเฉพาะของ GMS ให้ทั้งนักศึกษาและทุกคนในสถาบันพร้อม ๆ ไปกับทักษะในศตวรรษที่ 21 ด้านการสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม การเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นต้น
• จัด “หลักสูตร” ที่มีความเป็นนานาชาติชัดเจน เช่น กฎหมายอาเซียน การค้าข้ามชายแดน อาหารของอาเซียน เป็นต้น
• จัดกิจกรรมในและนอกห้องเรียนที่สิ่งเสริมการขับเคลื่อนเรื่อง IaH เช่น สร้างสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ใน/นอกห้องเรียน ส่งเสริมให้มีการเรียนภาษาของประเทศพันธมิตรต่าง ๆ
• ส่งเสริมห้องเรียนให้เป็นนานาชาติด้วยนักศึกษา/อาจารย์นานาชาติ กิจกรรมข้ามวัฒนธรรม
• เปิดพื้นที่ให้มีกิจกรรมวิชาการในประเด็นที่เป็นสากล โดยให้นักศึกษา/ประชาคมคิดและทำโครงการที่สนใจด้วยตนเอง

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

• จัดทำแผนกลยุทธ์ร่วมกันบนฐานของความมุ่งมั่นสู่เป้าหมายของพันธกิจและวิสัยทัศน์ โดยเน้นรวมถึงการเตรียมให้นักศึกษาทุกคนเป็น ‘Global citizen’
• ปรับมุมมองด้าน IZN ให้ผู้เกี่ยวข้องทุกกลุ่มในประชาคมผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งจากพันธกิจหลักและการสนับสนุนด้านบรรยากาศและวัฒนธรรม ซึ่งต้องอาศัยการเคลื่อนย้ายคนและ IaH
• กำหนดกิจกรรมที่น่าจะเป็นจุดเน้น เช่น ด้านวิชาการ อาทิ การแลกเปลี่ยนนักศึกษา/บุคลากร การจัดหลักสูตรที่มีสาระด้านการข้ามวัฒนธรรม อาณาบริเวณศึกษา วิธีการสอนแบบ Active Learning ด้านวิจัย เช่น co-lab/ co-advisor ด้านการสร้างบรรยากาศและการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย เช่น จัดให้มีศูนย์ One stop service และ Home away from home program ซึ่งทำให้นักศึกษาชาวต่างชาติมีความรู้สึกเสมือนว่ามหาวิทยาลัยเป็นบ้านหลังที่สอง การรณรงค์และการจัดให้มี International event ทั้งในระดับคณะ และมหาวิทยาลัย โดยมุ่งเน้นให้นักศึกษาไทย ได้มีปฏิสัมพันธ์กับ วัฒนธรรม ภาษา และนักศึกษาชาวต่างชาติ เป็นต้น
• ใช้ทุนที่ได้รับจากสหภาพยุโรปในโครงการ ERASMUS+ มาเน้นการรณรงค์ให้บุคลากรทุกระดับและมหาวิทยาลัยพันธมิตร เกิดความเข้าใจตรงกันเรื่อง IZN/IaH

ประเด็นทิ้งท้าย

หากพิจารณาแนวปฏิบัติของสหภาพยุโรปและทิศทางด้าน IaH ของไทยแล้ว ต่างก็มีช่องว่างที่ต้องศึกษาและพัฒนาอีกมาก ทั้งการทำความเข้าใจตั้งแต่กระบวนการพัฒนา IZN การพัฒนา IaH ให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทั่วทั้งมหาวิทยาลัยและในวงจรอุดมศึกษาที่เชื่อมโยงกับภาคส่วนอื่น ๆ การมองความเป็นสากลบนความมีคุณภาพที่ต้องมีระบบที่มีประสิทธิผล สามารถวัดได้ทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ ระบบคุณภาพที่มองเกินกว่าโครงการ/กิจกรรมประจำ เช่น การมีความตกลง การต้อนรับผู้มาเยือน จำนวนนักศึกษาต่างชาติจากหลากหลายประเทศ

นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่น่าจะได้รับการพัฒนาให้มีความเข้มข้นยิ่งขึ้น เช่น

• การให้ความสำคัญและทำความเข้าใจเรื่องการให้เกียรติกัน (Respect) ความหลากหลาย (Diversity) การให้เข้ามามีส่วนร่วม (Inclusiveness) และ สิทธิพื้นฐานที่จำเป็น (Basic Human Rights) เป็นต้น เพื่อประกอบการพัฒนาพฤติกรรมที่พึงประสงค์ การแทรกเข้าไปในหลักสูตรและวิธีการสอน รวมทั้ง การสร้างบรรยากาศที่จะทำให้เกิดความคุ้นชินต่อการเป็นพลโลก
• บทบาทของผู้นำระดับสูงที่เข้าใจความเป็นสากลและการพัฒนาระบบงานด้านความเป็นสากลด้วยคุณภาพ (ที่เกินกว่าแค่การเพิ่มอันดับที่หน่วยงานนานาชาติจัดทำขึ้น) เช่น กำหนดผู้รับผิดชอบงานด้านต่างประเทศอย่างจริงจังเพื่อขับเคลื่อน IZN/IaH มีกลยุทธ์ชัดเจนกับพันธมิตรที่ ‘ใช่’ จัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสม เป็นต้น
• แนวทางการพัฒนาบุคลากรทุกระดับที่จะเป็นกลไกสำคัญที่จะหนุนให้เกิดคุณภาพของการจัดการเรียนการสอนที่เท่าทัน การพัฒนาหลักสูตรที่เหมาะกับบริบทของโลก การสนับสนุนนักศึกษาที่เข้ามาสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัยในหลากหลายรูปแบบ เป็นต้น
• การพัฒนาส่วนงานต่างประเทศให้สามารถใช้ประโยชน์จากเครือข่ายพันธมิตรและจากภาคส่วนอื่น ๆ ทั้งในและนอกภูมิภาคอย่างเชื่อมโยง รวมถึงการติดตามผลการดำเนินงานด้าน IaH และมีส่วนจริงจังกับการประเมินคุณภาพของมหาวิทยาลัยที่จะทำให้เห็นผลรวมของการพัฒนานักศึกษา เป็นต้น
• การจัดหาและเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมรวมถึง Virtual Exchange กับคู่ความร่วมมือ หรือแม้แต่ศิษย์เก่า
• การส่งเสริมการจัดการความรู้จากประชาคมในมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาความเข้าใจเรื่องความหลากหลาย การเปิดมุมมองที่แตกต่าง และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างมีวัตถุประสงค์ชัดเจน
• การจัดเก็บและการต่อยอดความรู้จากหลักสูตร จากการแลกเปลี่ยนในและต่างประเทศ การปฐมนิเทศ การปัจฉิมนิเทศ อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหมายรวมถึงการเขียนกรณีศึกษาจากเรื่องที่เกิดขึ้น หรือที่อ่าน/ได้ยินมาเพื่อพัฒนาการวิเคราะห์และความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม
• อื่น ๆ ที่คิดอย่างหลุดจากรูปแบบที่เห็นอยู่จนชิน หรือรูปแบบใหม่ที่ประสมประสานกับบริบทของเรา เป็นต้น

ทั้งนี้ สถาบันอุดมศึกษาของไทยมีความรู้และประสบการณ์ด้านการต่างประเทศอยู่มากมาย และโดยความเป็นคนไทย เราจึงมีวัฒนธรรมการสร้างเครือข่ายที่ดีตลอดมา หากมีเป้าหมายร่วมและรวมพลังกันเพื่อสร้างความพร้อมของประเทศผ่านการอุดมศึกษา จะสามารถก่อประโยชน์สูงสุดคือคุณภาพของคนไทย บัณฑิต นักศึกษา ผู้นำระดับสูง คณาจารย์ พนักงานมหาวิทยาลัยที่จะสามารถอยู่รอด อยู่ดี มีความสุข เกิดความก้าวหน้าในด้านต่าง ๆ ทั้งที่ตนที่สนใจและที่มีหน้าที่ร่วมรับผิดชอบในฐานะพลเมืองไทย พลเมืองภูมิภาค และพลโลก IZN เป็นส่วนหนึ่งของคำตอบที่ต้องได้รับความใส่ใจบูรณาการและก่อให้เกิดประโยชน์คุ้มค่ากว่าที่เป็นมาอย่างเข้าใจและจริงจัง

อ้างอิง

Beelen, Joe. 2009. “Introduction Internationalisation at Home, history and conceptual notions.” In Guid of Good Practices under the Tempus Corinthiam Project.
Crowther et. al. 2000. “Internationalisation at Home, A Position Paper.” The European Association for International Education (EAIE).
Gielesen, Renate. and Van Gaalen Adinda. Special Issue 2014. “Internationalizing Students in the Home Country-Dutch Policies.” International Higher Education.
Kanjananiyot, Porntip. and Chaitiamwong, Chotima. 2018. “The Internationalization of Thai Higher Education over the Decades: Formidable Challenges Remain.” In Education in Thailand: An Old Elephant in Search of a New Mahout.
Lee, Jenny J. Summer 2013. “The False Halo of Internationalization.” International Higher Education No. 72 5-7.
https://www.eaie.org/blog/internationalisation-at-home-practice.html, 2018 https://www.epnuffic.nl/en/internationalisation/internationalisation-at-home
https://www.researchgate.net/publication/312862761_Redefining_Internationalization_at_Home
https://www.scribd.com/document/299361428/Updating-the-Definition-of-Internationalization-Jane-Knight