Inspiring Caring Leaders Across Cultures  

Depression Decoded รู้จัก ระวัง และรับมือโรคซึมเศร้า


Published Date : Apr 5, 2019


Thailand Internationalization Forum 2019
21 มิถุนายน 2019
คณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ) กระทรวงศึกษาธิการ และมูลนิธิการศึกษาไทย-อเมริกัน (ฟุลไบรท์)

SUMMARY

Mental Health and Depression : เปิดประด็นให้เป็นเรื่อง

ผ.ศ. เบญจวรรณ อุบลศรี
ผู้อำนวยการบริหาร มูลนิธิการศึกษาไทย-อเมริกัน (ฟุลไบรท์)

โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่พบได้บ่อยขึ้นในกลุ่มนักศึกษาโดยเฉพาะในช่วงหลายปีนี้ และกลายเป็นปัญหาสำคัญที่สถาบันการศึกษาต้องให้ความสนใจและแก้ไขอย่างเร่งด่วน จากประสบการณ์ของมูลนิธิฯ ผู้รับทุนฟุลไบรท์มีภาวะเครียด วิตกกังวล และซึมเศร้ามากขึ้นอย่างมีนัยยะไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ทั้งนี้ ผู้รับทุนที่มีปัญหาและเคยผ่านการรักษามาแล้วหลายคนจะคิดว่าตัวเองหายขาดแล้ว และมองข้ามปัจจัยที่มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึก เช่น culture shock ความรู้สึกโดดเดี่ยว ความสัมพันธ์ ฯลฯ จึงไม่ได้ให้ความสนใจกับอาการเตือนต่าง ๆ จนสถานการณ์รุนแรงกว่าจะควบคุมได้ ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ไม่สามารถปฎิบัติหน้าที่ได้ครบถ้วน หรือต้องถอนตัวจากการรับทุน

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกพบว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าราว 322 ล้านคนทั่วโลกในปี 2017 ส่วนใหญ่จะอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิกฝั่งตะวันตก โดยมักจะเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ทั้งยังเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่นำไปสู่การเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม มากกว่าครึ่งของผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ในสหรัฐอเมริกา อัตราการป่วยเป็นโรคซึมเศร้าเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุตั้งแต่ 12-34 ปี ทำให้อเมริกาเป็นประเทศที่มีผู้เป็นโรคซึมเศร้ามากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก และเกือบ 50% ของคนที่ฆ่าตัวตายต่างก็มีประวัติเป็นโรคซึมเศร้า

ในอเมริกา นักศึกษามหาวิทยาลัยก็มีแนวโน้มเป็นโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยกลุ่ม LGBTQ เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากที่สุด มีสาเหตุส่วนใหญ่จากการเรียนและการเข้าสังคม บริการด้านสุขภาพจิตของมหาวิทยาลัยจึงมีมากขึ้น นอกจากเพื่อตอบสนองความต้องการของนักศึกษาแล้ว ยังเป็นการช่วยรักษาจำนวนนักศึกษา (retention rate) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของมหาวิทยาลัยทางอ้อมด้วย อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยจำนวนมากประสบปัญหาด้านงบประมาณและบุคคลากรในการจัดบริการดังกล่าว จึงมีความพยายามใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น การให้คำปรึกษาออนไลน์และโปรแกรมการบำบัดด้วยตัวเองผ่านโทรศัพท์มือถือ นอกจากนี้ นักศึกษายังมีการรวมกลุ่มกันเพื่อรณรงค์ให้เกิดการตระหนักรู้และการรับมือกับโรคซึมเศร้าด้วย

Defining Depression : เข้าใจโรคซึมเศร้า

น.พ.สรวิศ วัยนิพิฐพงษ์
ฝ่ายจิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าไม่ได้เป็นผู้มีปัญหาทางจิต อาจเป็นเพียงการที่ไม่สามารถเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ และจะมีปัญหาในการมองตนเองร่วมด้วย เช่น ไม่ชอบสิ่งที่ตัวเองเป็น ในการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าจะต้องแยกให้ออกก่อนว่าเป็นแค่อารมณ์ซึมเศร้าหรือเป็นโรคซึมเศร้า ถ้าเป็นโรคจะมีอาการนานกว่าแค่อารมณ์ซึมเศร้า นอกจากนี้ โรคซึมเศร้าอาจเป็นผลจากกรรมพันธุ์หรือการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เช่น วัยทอง อาการก่อนมีประจำเดือน การตั้งครรภ์ การสูญเสียครั้งใหญ่ หรือความผิดปกติของสารสื่อประสาท หากได้รับการวินิจฉัยแต่เนิ่น ๆ ก็สามารถรักษาได้

ทางการแพทย์ ถือว่าโรคซึมเศร้าเป็นกลุ่มอาการชนิดหนึ่ง ถ้าเป็นแค่ 1-2 วันแล้วหาย เรียกว่าเป็นอารมณ์เศร้า แต่ถ้าเป็นโรคจะมีอาการ คือ มีอารมณ์ซึมเศร้าหม่นหมอง หมดสนุก อ่อนเพลีย เชื่องช้า นอนไม่หลับ ไม่มีสมาธิ เบื่ออาหาร รู้สึกตัวเองไร้ค่า นึกถึง/คิดฆ่าตัวตาย โดยจะมีอาการหลาย ๆ อาการเกือบทุกวันติดกันเกิน 2 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามโรคซึมเศร้าในแต่ละคนจะต่างกัน บางครั้งอาการบอกเหตุอาจจะไม่โยงถึงภาวะซึมเศร้า เช่นเหนื่อยล้าหรือเบื่อ การรักษาโรคซึมเศร้าต้องอาศัยเวลาเพราะเป้าหมายของการรักษาคือให้กลับมาทำงานได้ตามปกติ เป็นคนเดิม ไม่ใช่แค่รักษาให้หายเศร้า กลุ่มที่เป็นโรคซึมเศร้ามากที่สุดคือกลุ่มช่วงอายุ 18 – 20 ปี รองลงมาคือ 30 – 35 ปี

สัญญาณของโรคนี้คือเศร้าบ่อย นาน ทำงานแย่ลง มีความเศร้าที่ไม่เข้าใจสาเหตุ งอน/เศร้าไม่มีเหตุผล พยายามปรับตัวแล้วแต่ไม่ดีขึ้น ภายนอกอาจดูร่าเริง ทำให้คนรอบข้างดูไม่ออก ทั้งนี้ อาการซึมเศร้าสัมพันธ์กับทัศนคติ ความเชื่อ ค่านิยม การอมรมเลี้ยงดูที่สร้างความกดดันให้ลูก เช่น การให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว การเลี้ยงดูที่เน้นการลงโทษมากกว่าการชมเชย ครอบครัวที่เป็น perfectionist นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดอาการซึมเศร้า ได้แก่ บุคลิกภาพบางอย่าง เช่น เป็นคนขี้เหงา หรือได้รับยาบางอย่าง เช่น เคมีบำบัด ยาลดความดันเลือด ยาต้านวัณโรค ยาปฏิชีวนะ วิธีการป้องกันโรคซึมเศร้าของแต่ละคนจะต่างกันเพราะเกิดจากปัจจัยต่างกัน การรับมือกับภาวะซึมเศร้าจึงต้องทราบปัจจัยเสี่ยง สิ่งที่สามารถกระตุ้น ส่งเสริม และป้องกันปัจจัยเหล่านี้ได้

โรคซึมเศร้าไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นความพยายามในการเข้มแข็งเพื่อขจัดปัญหา เมื่อถึงจุดหนึ่งที่พยายามมากเกินไปจึงทำให้เกิดปัญหาขึ้น ปัจจุบันพบว่าคนไทย 1.5 ล้านคน (คิดเป็นอัตรา 1 ต่อ 30) เป็นโรคซึมเศร้า กลุ่มที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้า ได้แก่ พวกที่มีลักษณะส่วนตัวในทางลบ เช่น มองโลกในแง่ร้าย ชอบโทษ/ตำหนิตนเอง ไม่ภูมิใจหรือมั่นใจในตนเอง เคยผ่านประสบการณ์ที่เลวร้าย เช่น ถูกล่วงละเมิด สูญเสีย มีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ มีปัญหาการเงิน คนครอบครัวมีประวัติเป็นโรคซึมเศร้า กลุ่ม homosexual เจ็บป่วยโรคทางจิตเวชอื่น ๆ ใช้ยาเสพติด มีโรคร้าย/โรคเรื้อรัง/โรคประจำตัว หรือได้รับยาบางชนิดที่ส่งผลทางอารมณ์อย่างต่อเนื่อง

กรมสุขภาพจิตได้จัดทำแบบคัดกรองโรคซึมเศร้าเบื้องต้น 2 ข้อ (www.prdmh.com/แบบคัดกรองโรคซึมเศร้า-2-คำถาม-2q.html) และ 9 ข้อ (www.prdmh.com/แบบคัดกรองโรคซึมเศร้า-9-คำถาม-9q.html) เพื่อเป็นการประเมินตัวเองเบื้องต้น

คนทั่วไปมักมีความเชื่อที่ผิด ๆ เกี่ยวกับโรคซึมเศร้า ว่าเป็นการเรียกร้องความสนใจ คิดว่าไม่ใช่โรค ดูแลเองได้
ขี้เกียจ/อู้งาน (ซึ่งเป็นอาการแสดง แต่ไม่ใช่นิสัย) คิดไปเอง สามารถหายเองได้ โรคซึมเศร้าจำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมตามอาการ

แนวทางในการจัดการกับโรคซึมเศร้า ได้แก่
   •   พบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาด้วยยาและจิตบำบัด จะทำให้อาการดีขึ้นและหายขาด
   •   กินยาต้านเศร้าอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อย 9-6 เดือน ตามแพทย์สั่ง ห้ามหยุดยาเองโดยเด็ดขาด
   •   ดูแลตัวเอง เช่น นอนอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง กินอาหารครบทุกมื้อ ออกกำลังกายเป็นประจำ หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้อารมณ์แย่ลง
   •   ไม่ใช้สารเสพติด ไม่ดื่มสุรา หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มชูกำลัง และคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ
   •   ญาติหรือคนใกล้ชิดควรทำความเข้าใจและหาความรู้เกี่ยวกับโรคซึมเศร้าให้มากขึ้น
   •   ญาติหรือคนใกล้ตัวควรดูแลอย่างใกล้ชิด ถ้าผู้ป่วยบอกว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่ ให้อยู่ห่างจากสิ่งที่สามารถใช้ทำอันตรายตัวเองได้ เช่น
       ของมีคม อาวุธปืน ยาฆ่าแมลง เชือก

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการสื่อสารกับผู้เป็นโรคซึมเศร้า คือความหมายที่ถ่ายทอดไปกับคำพูด ไม่ใช่ตัวคำพูด เช่น คำว่า “สู้ ๆ นะ” จะได้ผลดีในกรณีที่แสดงถึงการมีส่วนร่วมสู้กับโรคไปด้วยกัน แต่จะได้ผลตรงข้ามถ้าพูดแล้วจากไปทิ้งให้ผู้ป่วยรู้สึกโดดเดี่ยว ถูกทอดทิ้ง ผู้เป็นโรคซึมเศร้าต้องการการเข้าใจและกำลังใจ อยากให้รู้ว่ามีใครอยู่เคียงข้าง และที่สำคัญคือไม่ต้องการได้ยินว่า “ทำไม” เพราะผู้ป่วยเองก็ไม่สามารถตอบได้และยิ่งทำให้เครียดกว่าเดิม

เราสามารถออกแบบ Safety plan ในการรับมือกับโรคซึมเศร้าของตัวเองและคนรอบข้าง โดย
   •   หาวิธีรับมือที่เหมาะกับคน ๆ นั้น เช่น ออกกำลัง สวดมนต์ กินอาหารที่ชอบ
   •   จัดให้อยู่ในสถานที่ที่รู้สึกปลอดภัย เช่น อยู่กับครอบครัว อยู่กับกลุ่มเพื่อน
   •   หาคนที่คุยด้วยได้ มีเบอร์โทรศัพท์สำหรับโทรปรึกษาพูดคุยได้
   •   ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น สายด่วนกรมสุขภาพจิต (1323) สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย (02 713 6796)
       จิตแพทย์

นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานและแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ในการรับมือกับโรคซึมเศร้าและปัญหาสุขภาพจิต เช่น เพจเข็นเด็กขึ้นภูเขา เพจสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย เพจที่ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตของมหาวิทยาลัย

Depression Be Prepared : รอบรู้และรับมือโรคซึมเศร้า

รศ. ดร. อรัญญา ตุ้ยคำภีร์
สาขาวิชาจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในปัจจุบัน นิสิตนักศึกษาจำนวนมากประสบกับภาวะ chronic unhappiness เนื่องจากประสบการณ์ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ตนรับรู้ หรือสิ่งที่เกิดขึ้นไม่สอดคล้องกับสิ่งที่คาดหวัง โดยช่วงวัยนี้ส่วนใหญ่จะมีแบบแผนการใช้ชีวิตที่ผูกพันกับอินเตอร์เน็ทและมือถือ มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ทำอะไรได้ด้วยตัวเอง เน้นความสะดวกรวดเร็ว ให้คุณค่ากับสิ่งที่ถูกใจ มีตัวตนที่หลากหลายในโลกจริงและโลกเสมือนจริง และชอบให้ตัวเองดูดี เมื่อผิดจากที่คาดจึงเกิดเป็นแรงกดดันอย่างมาก แม้จะมีเพื่อนมากมายใน social media และมีอุปกรณ์ให้สื่อสารได้ตลอดเวลา แต่รายงานทางการแพทย์พบว่าคนรุ่นใหม่มักมีพฤติกรรมแยกตัวออกจากสังคมจริง มีอาการเหงาในเวลากลางคืน นอนไม่หลับ นอนไม่พอ ไม่มีเพื่อนแท้ที่จะรับฟังปัญหา เนื่องจากขาดทักษะในการปฎิสัมพันธ์กับคนในโลกจริง

การดูแลจิตใจของนิสิตนักศึกษาจึงมีเป้าหมายให้สามารถปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงในชีวิตได้ เพื่อให้มีชีวิตที่ดี เรียนดี ทำหน้าที่ต่าง ๆ ได้เต็มศักยภาพ และใช้ชีวิตอย่างเป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวเองและสังคม การรับมือกับความเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะในทางดีหรือร้ายจะต้องใช้พลังงานมาก ถ้าปรับตัวไปไม่ได้จะกลายเป็นภาวะวิกฤติ สิ่งสำคัญคือการมีสัมพันธภาพที่ดีกับคนรอบข้าง ซึ่งจะเอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง ปรับตัว และเติบโตของเรา นอกจากนั้นเราจะต้องมี empathy ที่ทำให้เข้าใจเรื่องราว ความรู้สึก และสถานการณ์ที่คนอื่นประสบอยู่ ทำให้คนที่ต้องการขอความช่วยเหลือรับรู้ว่ามีคนเข้าใจปัญหาของตน เกิดความไว้ใจ กล้าเล่ารายละเอียดของปัญหา

การดูแลช่วยเหลือผู้ที่ประสบปัญหาด้านจิตใจ จะเริ่มจากการสำรวจและทำความเข้าใจปัญหา โดยพิจารณาสถานการณ์ ความต้องการ ความกังวลใจที่มี และผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยแยกแยะความรู้สึกสับสน ประเมินความเข้มแข็งภายใน และแหล่งให้ความช่วยเหลือที่มี เราสามารถทำการประเมินความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในเบื้องต้นได้โดยแบ่งอาการเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้สามารถรับมือได้ง่ายขึ้น

ความวิตกกังวลจะแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มอาการคือ
1.   worrying เช่น รู้สึกระวนกระวาย ตึงเครียด กังวลในเรื่องเดิม ๆ ซึ่งบำบัดได้ด้วยการออกกำลังกาย นั่งสมาธิ ฯลฯ
2.   feeling of panic เช่น รู้สึกตื่นตระหนกอย่างไม่คาดคิด รู้สึกรับอะไรไม่ไหว หรือกลัวมาก ซึ่งต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในการบำบัด
    เพราะจะมีการกระตุ้นทางร่างกายร่วมด้วย
3.   anxious physical symptoms เช่น วิงเวียนศรีษะ ปวดหัว หายใจไม่อิ่ม เป็นอาการที่คนไทยเป็นกันมาก ยังไม่วิกฤต แต่ถ้ามี
    ปัญหาหนักแทรกเข้ามาจะรับมือยาก

ภาวะซึมเศร้าแบ่งเป็น 4 กลุ่มอาการคือ
1.   though and feelings เช่น หดหู่ รู้สึกเป็นทุกข์ ร้องไห้ง่ายอย่างไม่มีเหตุผล หมดกำลังใจ สิ้นหวัง
2.   activities and personal relationships เช่น ขาดความสนใจในคนรอบข้าง เหงา ขาดความกระตือรือร้น
3.   physical symptoms เช่น เหนื่อยง่าย นอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไป เบื่ออาหารหรือกินมากเกินไป
4.   suicidal urges เช่น มีความคิดเกี่ยวกับความตายหรืออยากตาย อยากทำร้ายตนเอง

เมื่อเราไม่สามารถรับมือกับความกดดันและปัญหาในชีวิต จะเกิดภาวะวิกฤตทางอารมณ์ที่คุกคามหรือส่งผลต่อเป้าหมายสำคัญในชีวิตของเรา เช่น ไม่สามารถจัดการกับอารมณ์ด้านลบของตัวเอง ไม่สามารถอดทนต่อความเหงาได้ มีขีดจำกัดในการแบกรับเรื่องปวดใจหรือทุกข์ใจ มีข้อจำกัดในการหาความช่วยเหลือ โดยพื้นนิสัยที่มองอะไรแคบ ขาดความผูกพันหรือใกล้ชิดกับคนอื่น การฟื้นตัวจากภาวะวิกฤตทางอารมณ์ต้องใช้เวลาควบคู่กับการปรับทัศนคติ

ภูมิคุ้มกันทางจิตใจสามารถสร้างได้ด้วยการมีสุขภาพร่างกายและชีวิตที่ดี โดยการเพิ่มสมรรถภาพความฟิต เพิ่มพลังงานในชีวิต ลดระดับความกดดัน ความเครียด เพิ่มพื้นนิสัยทางบวก คุณค่า และความหมายให้ชีวิต ซึ่งการเสริมสร้างอารมณ์ทางบวกทำได้โดย การทำกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายสบายใจ เกิดความภูมิใจในตัวเอง บริหารเวลา จัดการกับความโกรธ รักษามิตรภาพที่ดีงาม ผ่อนปรนให้ตัวเองบ้าง ปลูกต้นไม้ ฝึกสติ กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ออกกำลังสม่ำเสมอ ฯลฯ

กิจกรรมที่สามารถช่วยปลูกฝังนิสัยบวก
   •   จดบันทึกสิ่งดี ๆ ที่ทำให้เรายิ้มได้ มีพลัง ทำเป็นประจำ แม้ว่าจะเป็นเรื่องธรรมดา ๆ เช่น ตื่นมาดูน้ำค้างตอนเช้า สวดมนต์ข้ามปี
       เพราะ “ชีวิตดี เริ่มต้นดี”
   •   ทำอะไรที่เป็นการขอบคุณคนที่มีบุญคุณต่อเรา จะด้วยคำพูดหรือการกระทำก็ได้
   •   ให้อภัย เขียนบันทึกให้อภัยคนที่ทำให้เราเจ็บช้ำ การผูกใจเจ็บยิ่งบ่มเพาะความอยากแก้แค้นและความคิดเชิงลบซึ่งเป็นศัตรูของ
       ความสุข
   •   กระชับความสัมพันธ์ฉันกัลยาณมิตร ให้เวลากับเพื่อนและญาติมิตร

Depressed Survival Guide : เทคนิคเอาตัวรอดจากโรคซึมเศร้า

คุณพรทิพย์ กาญจนนิยต
อดีตผู้อำนวยการบริหาร มูลนิธิการศึกษาไทย-อเมริกัน (ฟุลไบรท์)
คุณวัชรพงษ์ อารีกิจ
อดีตผู้รับทุนฟุลไบรท์
ทพญ.กัญจน์ภัสสร สุริยาแสงเพ็ชร์
OOCA
คุณพริมา เพ็ชร์คุ้ม
นักศึกษา

แต่ละคนจะมีวิธีการรับมือกับโรคซึมเศร้าต่างกัน เพราะมีพื้นฐานที่ต่างกัน สิ่งสำคัญคือต้องรู้ว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้าและยอมรับความช่วยเหลือ เพราะในสังคมไทยยังไม่พร้อมเปิดรับโรคนี้มากนัก ทำให้คนที่เป็นโรคไม่กล้าบอกใครเพราะกลัวจะถูกมองว่าผิดปกติ เราจะต้องคอยสังเกตพฤติกรรมตัวเองเพื่อดูว่ามีอะไรผิดปกติไปจากเดิม เช่น เฉื่อยชา นอนมากขึ้น เบื่ออาหาร หมดอาลัยตายอยาก ผัดวันประกันพรุ่ง อารมณ์รุนแรง เกรี้ยวกราดไม่มีเหตุผล หากมีอาการผิดปกติควรหาความ professional supports ซึ่งอาจจะเป็นนักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์ เพื่อยืนยันว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่ หากเป็นก็จะได้รักษาให้ถูกวิธี

การที่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะเปิดใจขอความช่วยเหลือจากใคร จะต้องมีความเชื่อมั่นในตัวคนนั้น จึงจะกล้าเล่า ซึ่งหากเรารู้ว่าใครมีภาวะซึมเศร้าหรือกำลังเป็นโรคซึมเศร้า เราจะต้องระวังการสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับคน ๆ นั้น แม้ว่าจะเป็นการให้กำลังใจหรือให้ความรู้ ก็ไม่ควรแชร์ออกสื่อ เพราะอาจจะมีผลกระทบในทางลบกับผู้ป่วย

OOCA เป็น platform การให้คำปรึกษาสุขภาพจิตที่ตั้งขึ้นเพื่อให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงบริการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นกับผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากบริการของรัฐอาจจะไม่รองรับความต้องการได้ โดยขณะนี้ OOCA กำลังทำข้อตกลงกับมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เพื่อให้นักศึกษาสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือผ่านมหาวิทยาลัยเข้ามาใช้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ขณะที่เข้ารับการรักษา ผู้ป่วยจะต้องบอกให้คนรอบข้างรู้เพื่อจะได้ทำตัวให้เหมาะสม ไม่สร้างความกดดันเพิ่ม โดยอาจจะมีการทำข้อตกลงกัน เช่น ห้ามพูดคำบางคำ ซึ่งไม่มีกฎตายตัวว่าคำพูดไหนใช้ได้หรือไม่ได้ ขึ้นกับบุคคลและสถานการณ์ บางครั้งฟังอย่างเดียวจะดีกว่าพูด คำปลอบใจอาจจะไม่ช่วยเพราะคนที่มีอาการซึมเศร้าจะมองโลกในแง่ลบอยู่แล้ว คำพูดให้กำลังใจอาจจะส่งผลดีหรือร้ายก็ได้ เช่นคำว่า “สู้ ๆ นะ” อาจจะถูกตีความหมายว่าที่ผ่านมายังสู้ไม่พอ ทั้งนี้ คนรอบข้างจะต้องไม่นำประสบการณ์ของตัวเองไปตัดสิน หากมีผู้ป่วยเกิดความคิดทำร้ายตัวเองหรือต้องการฆ่าตัวตาย ให้เปลี่ยน focus ไปที่เรื่องอื่น เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ

โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่ไม่หายขาด แต่ถ้าเคยเป็นแล้วจะทำให้มีประสบการณ์ในการรับมือกับอารมณ์ตัวเอง รู้เท่าทันและปรับใจตัวเองได้ คำแนะนำทั่วไปคือ
   •   ทำสิ่งที่ช่วยให้ตัวเองสบายใจ เช่น ออกกำลังกาย และอยู่กับปัจจุบัน
   •   พยายามเอาใจเขามาใส่ใจเรา เข้าใจความแตกต่าง เพื่อให้ลดความขัดแย้ง
   •   กินยาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยาจะช่วยได้ในกรณีที่มีความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง แต่โรคซึมเศร้ามีหลายองค์
       ประกอบ ไม่สามารถรักษาด้วยยาอย่างเดียว
   •   ต้องขอความช่วยเหลือ เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือ
   •   หลักศาสนา ใช้ไม่ได้กับทุกคน เพราะความรู้ไม่ใช่การกระทำ การนำหลักศาสนามาอ้างอิงเพื่อปลอบใจหรือให้สติเป็นแค่ทฤษฎี อาจ
       จะไม่มีผลเชิงปฏิบัติ

Common Protocol for Depression : เตรียมพร้อมรับทุกสถานการณ์

ผ.ศ. เบญจวรรณ อุบลศรี
ผู้อำนวยการบริหาร มูลนิธิการศึกษาไทย-อเมริกัน (ฟุลไบรท์)

ผลการสำรวจในกลุ่มมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการ 21 แห่งพบว่า
   •   ส่วนใหญ่ (14 แห่ง) มีหน่วยงานเฉพาะด้านสุขภาพจิตสำหรับนักศึกษา มีเจ้าหน้าที่จิตวิทยาและเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยงานเป็นผู้ดูแล โดยถ้าเป็นนักศึกษาไทยจะขึ้นกับกองกิจการนิสิตภายใต้การดูแลของรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการหรือกิจการนักศึกษา ส่วนนักศึกษาต่างชาติจะขึ้นกับวิเทศสัมพันธ์และอยู่ภายใต้รองอธิการบดีฝ่ายต่างประเทศ
   •   ปัญหาสุขภาพจิตที่พบบ่อยในหมู่นักศึกษาคือ ซึมเศร้า เครียด วิตกกังวล ตามมาด้วยอาการอื่น ๆ เช่น เหงา นอนไม่หลับ bipolar
   •   สาเหตุที่คาดว่าเป็นปัจจัยนำไปสู่ปัญหาด้านสุขภาพจิตของนักศึกษาคือ
          การเรียน รวมถึงความเครียดจากการสอบ
          ปัญหาด้านความสัมพันธ์ ทั้งจากเพื่อนและแฟน รวมถึงการเข้าสังคม
          ปัญหาครอบครัว
          อื่น ๆ เช่น การปรับตัวในรั้วมหาวิทยาลัย culture shock การเงินโดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการเรียน การคิดถึงบ้าน และการ
             เปรียบเทียบตัวเองกับคนรอบข้าง
   •   ข้อสังเกตเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าในหมู่นักศึกษา
          ด้านการยอมรับและแยกแยะ – นักศึกษาไม่ยอมรับหรือไม่รู้ตัวว่ากำลังมีปัญหา ปิดกั้นความช่วยเหลือ หรือพยายามแก้ปัญหาเอง
            ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปการสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมา บางครั้งนักศึกษาก็ไม่ได้มีปัญหาจริงแต่เป็นการเรียกร้องความสนใจ บางครั้ง
            ผู้ปกครองก็ไม่ยอมรับว่าลูกหลานมีปัญหาด้านสุขภาพจิต
          การให้ความช่วยเหลือและรักษา – นักศึกษาที่มีปัญหาไม่ยอมรับการรักษา รักษาไม่ต่อเนี่อง หรือรู้ว่ามีปัญหาแต่
            ไม่รู้จะปรึกษาใคร ขณะเดียวกันคำพูดหรือการกระทำของคนรอบข้างก็ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง
          โซเชียลมีเดีย – สื่อออนไลน์เป็นทั้งช่องทางการแสดงออกของนักศึกษา และช่องทางให้อาจารย์/เพื่อนช่วยกันสอดส่องผู้ที่มี
            แนวโน้มจะมีปัญหาสุขภาพจิต ขณะเดียวกันก็เป็นทั้ง peer support และ peer pressure เพราะการโพสข้อความตอบ
            หรือตอบโต้ไปมา สร้างกระแสหรือความกดดันได้ง่ายและมีผลกระทบแรง

จากการระดมสมองของผู้เข้าร่วมกิจกรรมพบว่า
สิ่งที่ทุกมหาวิทยาลัยควรมีเพื่อระวังและรับมือกับโรคซึมเศร้าในหมู่นักศึกษา คือ
   •   ศูนย์หรือหน่วยงานตรงที่ให้ความช่วยเหลือและให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตสำหรับนักศึกษาที่มีนักจิตวิทยา และจิตแพทย์ประจำ
   •   ระบบการให้ความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตสำหรับนักศึกษา ที่มีช่องทางหลากหลาย เช่น hotline 24 ชั่วโมง เฟสบุ๊คให้คำปรึกษา
   •   รณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าแก่ชุมชนมหาวิทยาลัย เพื่อช่วยกันดูแลอย่างทั่วถึง
   •   เจ้าหน้าที่ซึ่งสามารถใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารได้ และแหล่งข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษ สำหรับนักศึกษาต่างชาติ

อุปสรรคของมหาวิทยาลัยในการให้ความช่วยเหลือนักศึกษาที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิต
   •   อุปสรรคเชิงนโยบาย
   •    ผู้บริหารไม่เข้าใจถึงความสำคัญของปัญหา ขาดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต โดยเฉพาะ native speaker หรือผู้ที่
       สามารถใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกับนักศึกษาต่างชาติได้ ขาดงบประมาณสนับสนุน นอกจากนี้ระเบียบการบริหารงาน
       ของมหาวิทยาลัยก็มีความยุ่งยากซับซ้อน
   •   อุปสรรคด้านความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่เกี่ยวข้อง
       นักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตและโรคซึมเศร้าอย่างเพียงพอ ขาดทักษะ
       ในการรับมือกับปัญหา
   •   อุปสรรค์จากฝั่งนักศึกษา
       นักศึกษาไม่ยอมรับว่ากำลังมีปัญหาสุขภาพจิต ปิดกั้นตัวเอง ไม่ยอมรับความช่วยเหลือ ครอบครัวไม่ยอมรับ

ความช่วยเหลือที่มหาวิทยาลัยต้องการ
   •   ความช่วยเหลือจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)
           ผลักดันเชิงนโยบาย จัดให้ปัญหาสุขภาพจิตและโรคซึมเศร้าเป็นวาระสำคัญที่ทุกมหาวิทยาลัยควรตระหนักและเตรียมพร้อม
            รับมืออย่างจริงจัง มีการวัดผลที่เห็นเป็นรูปธรรม
           เป็นศูนย์กลางจัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องโรคซึมเศร้า โดยเฉพาะกับผู้บริหารมหาวิทยาลัย มีทีมวิทยากรให้ความรู้เรื่องนี้
           โดยเฉพาะ สำหรับเวียนไปตามมหาวิทยาลัย อบรมบุคลากรและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่าง
           มหาวิทยาลัย
           จัดงบประมาณเพื่อทำ platform ให้ความรู้และความช่วยเหลือที่นักศึกษาเข้าถึงได้ มีสื่อออนไลน์ที่ทันสมัย เข้าถึงง่าย
   •   ความช่วยเหลือจากฟุลไบรท์
           จัดกิจกรรมให้ความรู้ แบ่งปันประสบการณ์ โดยเฉพาะการดูแลนักศึกษาต่างชาติที่มีปัญหาสุขภาพจิต การแนะนำด้านสุขภาพจิต
           เป็นภาษาอังกฤษ
           เชื่อมโยงเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ หรือหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ